อื่น ๆ

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534

วันที่เผยแพร่
27 ก.พ. 2566
ชนิดไฟล์
PDF
ขนาดไฟล์
322.4 KB
จำนวนการเปิดอ่าน
9 ครั้ง

ไฟล์เอกสาร

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534

PDF · 322.4 KB · 274392316_center.pdf

เปิดหรือดาวน์โหลดไฟล์ เปิดในแท็บใหม่
ข้อความในเอกสาร (สกัดโดยระบบ)

ข้อความต่อไปนี้ระบบดึงจากไฟล์โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการเข้าถึงและค้นหา — โปรดอ้างอิงเอกสารฉบับทางการจากไฟล์แนบด้านบน

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
พระราชบัญญัติ 
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
พ.ศ. ๒๕๓๔ 
 
 
 
 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. 
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ 
เป็นปีที่ ๔๖ ในรัชกาลปัจจุบัน 
 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า
ฯ ให้ประกาศว่า 
 
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอม
ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ 
 
มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔” 
 
มาตรา ๒๑  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป 
 
มาตรา ๓  ให้ยกเลิก 
(๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ 
(๒) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๐ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ 
(๓) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ 
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๑๗ 
(๔) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ 
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๗ 
(๕) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ 
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๗ 
(๖) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ 
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๙ 
(๗) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ 
                                                 
๑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๕๖/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๔ กันยายน ๒๕๓๔ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๘) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ 
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๒ 
(๙) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๘ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติม
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ 
พ.ศ. ๒๕๓๔ 
 
มาตรา ๓/๑๒  การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข
ของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ 
การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จําเป็น การกระจายภารกิจและ
ทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอํานาจตัดสินใจ การอํานวยความสะดวก และการตอบสนอง
ความต้องการของประชาชน  ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน 
การจัดสรรงบประมาณ และการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติ
หน้าที่ต้องคํานึงถึงหลักการตามวรรคหนึ่ง 
ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ ต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คํานึงถึงความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การ
เปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน  ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมของแต่
ละภารกิจ 
เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้ จะตราพระราชกฤษฎีกา
กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการ
ปฏิบัติก็ได้ 
 
มาตรา ๔  ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ 
(๑) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง 
(๒) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค 
(๓) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น 
 
มาตรา ๕  การแบ่งราชการออกเป็นส่วนต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ 
ให้กําหนดตําแหน่งและอัตราเงินเดือนโดยคํานึงถึงคุณภาพและปริมาณงานของส่วนราชการนั้น ๆ ไว้
ด้วย 
การบรรจุและการแต่งตั้งบุคคลให้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ราชการต่าง ๆ ให้เป็นไปตาม
กฎหมาย 
 
มาตรา ๖  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 
 
ส่วนที่ ๑ 
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง 
                                                 
๒ มาตรา ๓/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
 
 
 
มาตรา ๗  ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ดังนี้ 
(๑) สํานักนายกรัฐมนตรี 
(๒) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง 
(๓) ทบวง ซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง 
(๔) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่
สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง 
สํานักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง 
ส่วนราชการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีฐานะเป็นนิติบุคคล 
 
มาตรา ๘๓  การจัดตั้ง การรวม หรือการโอนส่วนราชการตามมาตรา ๗ ให้ตราเป็น
พระราชบัญญัติ 
การจัดตั้งทบวงโดยให้สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง ให้ระบุการสังกัดไว้
ในพระราชบัญญัติด้วย 
การจัดตั้งกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งไม่สังกัด
สํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ให้ระบุการไม่สังกัดไว้ในพระราชบัญญัติด้วย 
 
มาตรา ๘ ทวิ๔  การรวมหรือการโอนส่วนราชการตามมาตรา ๗ ไม่ว่าจะมีผลเป็น
การจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าไม่มีการกําหนดตําแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้าง
เพิ่มขึ้นให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้ระบุอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการ การโอน
อํานาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งส่วนราชการหรือเจ้าพนักงานที่มีอยู่เดิม การโอน
ข้าราชการและลูกจ้าง งบประมาณรายจ่าย รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินเอาไว้ด้วย แล้วแต่กรณี 
ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสํานักงบประมาณมีหน้าที่
ตรวจสอบดูแลมิให้มีการกําหนดตําแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการที่จัดตั้ง
ขึ้นใหม่ หรือที่ถูกรวมหรือโอนไปตามวรรคหนึ่ง เพิ่มขึ้นจนกว่าจะครบกําหนดสามปีนับแต่วันที่พระ
ราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับ 
 
มาตรา ๘ ตรี๕  การเปลี่ยนชื่อส่วนราชการตามมาตรา ๗ ให้ตราเป็นพระราช
กฤษฎีกา และในกรณีที่ชื่อตําแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการนั้นเปลี่ยนไปให้ระบุการเปลี่ยนชื่อไว้
ในพระราชกฤษฎีกาด้วย 
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น
อื่น ประกาศ หรือคําสั่งใดที่อ้างถึงส่วนราชการหรือตําแหน่งของข้าราชการที่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อตามวรรค
                                                 
๓ มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) 
พ.ศ. ๒๕๔๓ 
๔ มาตรา ๘ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ 
๕ มาตรา ๘ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๔ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
หนึ่ง ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นอื่น 
ประกาศหรือคําสั่งนั้นอ้างถึงส่วนราชการหรือตําแหน่งของข้าราชการที่ได้เปลี่ยนชื่อนั้น 
 
มาตรา ๘ จัตวา๖  การยุบส่วนราชการตามมาตรา ๗ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 
เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบส่วนราชการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้งบประมาณรายจ่ายที่
เหลืออยู่ของส่วนราชการนั้นเป็นอันระงับไป สําหรับทรัพย์สินอื่นของส่วนราชการนั้นให้โอนให้แก่ส่วน
ราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ตามที่รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาตามวรรค
หนึ่งกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สําหรับวิธีการจัดการกิจการ สิทธิและหนี้สินของ
ส่วนราชการนั้นให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา 
ข้าราชการหรือลูกจ้างซึ่งต้องพ้นจากราชการเพราะเหตุยุบตําแหน่ง อันเนื่องมาแต่
การยุบส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมายหรือระเบียบ
ข้อบังคับอื่นแล้ว ให้ข้าราชการหรือลูกจ้างได้รับเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในพระ
ราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งด้วย 
ในกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐประสงค์จะรับโอน
ข้าราชการหรือลูกจ้างตามวรรคสามก็ให้กระทําได้โดยมิให้ถือว่าข้าราชการหรือลูกจ้างผู้นั้นได้พ้นจาก
ราชการตามวรรคสาม แต่ทั้งนี้ต้องกระทําภายในสามสิบวันนับแต่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งมีผล
ใช้บังคับ 
 
มาตรา ๘ เบญจ๗  พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๘ ทวิ หรือมาตรา ๘ จัตวา ที่มีผล
เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จัดตั้งส่วนราชการ กฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา ๒๓๐ วรรคห้า ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ระบุให้ชัดเจนในพระราชกฤษฎีกาว่าบทบัญญัติใดถูกแก้ไข
เพิ่มเติมหรือยกเลิกเป็นประการใดในกฎหมายนั้น 
 
มาตรา ๘ ฉ๘  การแบ่งส่วนราชการภายในสํานักงานรัฐมนตรี กรม หรือส่วนราชการ
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ให้ออกเป็นกฎกระทรวงและให้ระบุอํานาจหน้าที่ของแต่ละ
ส่วนราชการไว้ในกฎกระทรวงด้วย 
ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของส่วนราชการตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ออกกฎกระทรวงแบ่งส่วน
ราชการดังกล่าว กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
                                                 
๖ มาตรา ๘ จัตวา เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. 
๒๕๔๓ 
๗ มาตรา ๘ เบญจ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. 
๒๕๔๓ 
๘ มาตรา ๘ ฉ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๕ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๘ สัตต๙  ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสํานัก
งบประมาณร่วมกันเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการแบ่งส่วนราชการภายในและในการกําหนด
อํานาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการตามมาตรา ๘ ฉ ในการเสนอความเห็นดังกล่าวให้สํานักงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนจัดอัตรากําลัง และสํานักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณให้
สอดคล้องเสนอไปในคราวเดียวกัน 
 
มาตรา ๘ อัฏฐ๑๐  การแบ่งส่วนราชการภายในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันใน
ทบวงมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันนั้น 
 
หมวด ๑ 
การจัดระเบียบราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี 
 
 
 
 
มาตรา ๙  การจัดระเบียบราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีให้เป็นไปตามกฎหมายว่า
ด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
ให้ส่วนราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีบรรดาที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม มีฐานะเป็นกรม 
สํานักนายกรัฐมนตรีอาจจัดให้มีส่วนราชการเป็นการภายในขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
เพื่อทําหน้าที่จัดทํานโยบายและแผน กํากับ เร่งรัด และติดตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการ
ตามนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกําหนดหรืออนุมัติ เพื่อการนี้นายกรัฐมนตรีจะสั่งให้กรมหรือส่วนราชการ
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมในสํานักนายกรัฐมนตรีจัดทําก็ได้ 
 
มาตรา ๑๐  สํานักนายกรัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย
การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
สํานักนายกรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบใน
การกําหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในสํานักนายกรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับ
นโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกําหนดหรืออนุมัติ โดยจะให้มีรอง
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้
๑๑ 
                                                 
๙ มาตรา ๘ สัตต เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. 
๒๕๔๓ 
๑๐ มาตรา ๘ อัฏฐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. 
๒๕๔๓ 
๑๑ มาตรา ๑๐ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๖ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ในกรณีที่มีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีหรือมีทั้งรอง
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี การสั่งและการปฏิบัติราชการของรอง
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย๑๒ 
ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า
คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ต้องคําพิพากษาให้
จําคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ
นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รอง
นายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรอง
นายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง
เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน๑๓ 
ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า
คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ให้คณะรัฐมนตรีดังกล่าวอํานวยความสะดวกให้หัวหน้าส่วน
ราชการต่าง ๆ ดําเนินการใด ๆ เท่าที่จําเป็น เพื่อรับแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินจาก
นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเตรียมการดําเนินการได้
๑๔ 
 
มาตรา ๑๑  นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอํานาจหน้าที่ดังนี้ 
(๑) กํากับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อการนี้จะสั่งให้ราชการ
ส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่น ชี้แจง แสดง
ความคิดเห็น ทํารายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจําเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใด ๆ ที่
ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีก็ได้และมีอํานาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติ
ราชการของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น 
(๒) มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการของกระทรวงหรือ
ทบวงหนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือทบวง 
(๓) บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตําแหน่งซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม 
และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม 
(๔) สั่งให้ข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งมาปฏิบัติราชการสํานัก
นายกรัฐมนตรี โดยจะให้ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิมหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่ให้ขาดจากอัตรา
เงินเดือนทางสังกัดเดิม ให้ได้รับเงินเดือนในสํานักนายกรัฐมนตรีในระดับ และขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม 
(๕) แต่งตั้งข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งไปดํารงตําแหน่งของอีก
กระทรวง ทบวง กรมหนึ่ง โดยให้ได้รับเงินเดือนจากกระทรวง ทบวง กรมเดิม ในกรณีเช่นว่านี้ให้
ข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งมีฐานะเสมือนเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งตนมาดํารง
                                                 
๑๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๑๓ มาตรา ๑๐ วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 
๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๑๔ มาตรา ๑๐ วรรคห้า เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๗ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ตําแหน่งนั้นทุกประการ แต่ถ้าเป็นการแต่งตั้งข้าราชการตั้งแต่ตําแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป ต้อง
ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 
(๖) แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา หรือคณะที่ปรึกษาของ
นายกรัฐมนตรี หรือเป็นคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติราชการใด ๆ และกําหนดอัตราเบี้ยประชุมหรือ
ค่าตอบแทนให้แก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้ง 
(๗) แต่งตั้งข้าราชการการเมืองให้ปฏิบัติราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี 
(๘) วางระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยรวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น 
(๙) ดําเนินการอื่น ๆ ในการปฏิบัติตามนโยบาย 
ระเบียบตาม (๘) เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ใช้บังคับได้ 
 
มาตรา ๑๒  ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่าง
อื่นและมีฐานะเป็นกรม แต่มิได้สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือทบวง นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้
รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนก็ได้ 
 
มาตรา ๑๓  สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทาง
การเมือง มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติ
ราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และให้มีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและรอง
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ และจะให้มีผู้ช่วยเลขาธิการ
นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการด้วยก็ได้ 
ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็น
ข้าราชการการเมือง และให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารและผู้ช่วยเลขาธิการ
นายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 
 
มาตรา ๑๔  สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของ
คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ 
และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และให้มีรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ และจะให้มีผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติ
ราชการด้วยก็ได้ 
ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 
 
มาตรา ๑๕๑๕  ในสํานักนายกรัฐมนตรี อาจมีส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรง
ต่อนายกรัฐมนตรีได้ตามที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
 
                                                 
๑๕ มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๘ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๑๖  สํานักนายกรัฐมนตรี นอกจากมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ให้มีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งมีอํานาจหน้าที่ดังนี้ 
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจําในสํานักนายกรัฐมนตรี กําหนดแนวทางและ
แผนการปฏิบัติราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี และลําดับความสําคัญของแผนการปฏิบัติราชการ
ประจําปีของส่วนราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีให้เป็นไปตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีกําหนด 
รวมทั้งกํากับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสํานัก
นายกรัฐมนตรี 
(๒) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี รองจาก
นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ยกเว้นข้าราชการของส่วน
ราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี 
(๓) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและ
รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี 
ในการปฏิบัติราชการของปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้มีรองปลัด
สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ และจะให้มีผู้ช่วยปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็น
ผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการด้วยก็ได้ 
ในกรณีที่มีรองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือผู้ช่วยปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือมีทั้ง
รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและผู้ช่วยปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ให้รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือ
ผู้ช่วยปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรอง
จากปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี 
ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี และผู้ช่วยปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และให้รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี และผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีอํานาจ
หน้าที่ตามที่ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีกําหนดหรือมอบหมาย 
ให้นําความในมาตรา ๑๙/๑ มาใช้บังคับแก่ราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี ในส่วน
ที่เกี่ยวกับสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและส่วนราชการที่มิได้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีด้วยโดย
อนุโลม
๑๖ 
 
มาตรา ๑๗  สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการ
ประจําทั่วไปของสํานักนายกรัฐมนตรี และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กําหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใด
กรมหนึ่งในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ รวมทั้งกํากับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วน
ราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของ
สํานักนายกรัฐมนตรี ยกเว้นราชการของ ส่วนราชการซึ่งกฎหมายกําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการขึ้น
ตรงต่อนายกรัฐมนตรี 
ในกรณีที่สํานักนายกรัฐมนตรีมีทบวงอยู่ในสังกัดและยังไม่สมควรจัดตั้งสํานักงาน
ปลัดทบวงตามมาตรา ๒๕ วรรคสาม จะให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่สํานักงานปลัด
ทบวงด้วยก็ได้ 
                                                 
๑๖ มาตรา ๑๖ วรรคห้า เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๙ - 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
หมวด ๒ 
การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง 
 
 
 
 
มาตรา ๑๘  ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวงดังนี้ 
(๑) สํานักงานรัฐมนตรี 
(๒) สํานักงานปลัดกระทรวง 
(๓) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น เว้นแต่บางกระทรวงเห็นว่าไม่มีความ
จําเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกรมก็ได้ 
ให้ส่วนราชการตาม (๒) และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (๓) มีฐานะเป็น
กรม 
กระทรวงใดมีความจําเป็นจะต้องมีส่วนราชการเพื่อทําหน้าที่จัดทํานโยบายและแผน 
กํากับ เร่งรัด และติดตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง จะจัดระเบียบบริหาร
ราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีสํานักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็ได้ 
ในกระทรวงจะตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการเพื่อรับผิดชอบภาระหน้าที่ใด
โดยเฉพาะซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรมแต่มีผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวเป็นอธิบดีหรือตําแหน่งที่
เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดีก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้อธิบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่าง
อื่นดังกล่าวมีอํานาจหน้าที่สําหรับส่วนราชการนั้นเช่นเดียวกับอธิบดี ตามที่กําหนดในพระราช
กฤษฎีกา และให้คณะอนุกรรมการสามัญประจํากระทรวงทําหน้าที่คณะอนุกรรมการสามัญประจํา
กรม สําหรับส่วนราชการนั้น
๑๗ 
การตราพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสี่ให้กระทําได้ในกรณีเป็นการยุบ รวม หรือโอน
กรมในกระทรวงใดมาจัดตั้งเป็นส่วนราชการตามวรรคสี่ในกระทรวงนั้นหรือกระทรวงอื่น โดยไม่มีการ
กําหนดตําแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้น และให้นําความในมาตรา ๘ ทวิ และ
มาตรา ๘ เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม๑๘ 
การแต่งตั้งอธิบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นของส่วนราชการตามวรรคสี่ 
ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้นําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ และให้ผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว
เป็นผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริต๑๙ 
                                                 
๑๗ มาตรา ๑๘ วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๑๘ มาตรา ๑๘ วรรคห้า เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๑๙ มาตรา ๑๘ วรรคหก เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๐ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการ
ตามวรรคสี่ของกระทรวงใด ให้นายกรัฐมนตรีส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร
และวุฒิสภาเพื่อทราบ๒๐ 
ให้นําความในวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด มาใช้บังคับกับสํานัก
นายกรัฐมนตรีและทบวงตามหมวด ๓ โดยอนุโลม
๒๑ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
มาตรา ๑๙๒๒  กระทรวงมีอํานาจหน้าที่ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหนึ่ง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ส่วนการจัดระเบียบราชการในกระทรวงที่เกี่ยวกับการทหารและ
การศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น 
 
มาตรา ๑๙/๑๒๓  ให้ปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจและหัวหน้าส่วนราชการ
ตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป วางแผนและประสานกิจกรรมให้มีการใช้ทรัพยากรของส่วนราชการต่าง ๆ ใน
กระทรวงร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และบรรลุเป้าหมายของกระทรวง 
เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้ากลุ่ม
ภารกิจดังกล่าวจะมีมติให้นํางบประมาณที่แต่ละส่วนราชการได้รับจัดสรรมาดําเนินการและใช้จ่าย
ร่วมกันก็ได้ 
 
มาตรา ๒๐๒๔  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๑ ในกระทรวงหนึ่ง ให้มี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย 
เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อ
รัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกําหนดหรืออนุมัติ โดยจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่ง
และปฏิบัติราชการก็ได้ 
ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย 
                                                 
๒๐ มาตรา ๑๘ วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๒๑ มาตรา ๑๘ วรรคแปด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๒๒ มาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๒๓ มาตรา ๑๙/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๒๔ มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๑ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
และมีฐานะเป็นกรม แต่มิได้สังกัดกระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่า
การกระทรวงปฏิบัติราชการแทนก็ได้ 
 
มาตรา ๒๑๒๕  ในกระทรวงให้มีปลัดกระทรวงคนหนึ่งมีอํานาจหน้าที่ ดังนี้ 
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจําในกระทรวง แปลงนโยบายเป็นแนวทางและ
แผนการปฏิบัติราชการ กํากับการทํางานของส่วนราชการในกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และประสาน
การปฏิบัติงานของส่วนราชการในกระทรวงให้มีเอกภาพสอดคล้องกัน รวมทั้งเร่งรัด ติดตาม และ
ประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวง 
(๒) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการในกระทรวงรองจากรัฐมนตรี 
(๓) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสํานักงานปลัดกระทรวง และรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดกระทรวง 
ในการปฏิบัติราชการของปลัดกระทรวงตามวรรคหนึ่ง จะให้มีรองปลัดกระทรวงคน
หนึ่งเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการตามที่ปลัดกระทรวงมอบหมายก็ได้ 
ภายในกระทรวงจะออกกฎกระทรวงกําหนดให้ส่วนราชการระดับกรมตั้งแต่สองส่วน
ราชการขึ้นไปอยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกันก็ได้ โดยให้แต่ละกลุ่มภารกิจมีผู้ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า
อธิบดีคนหนึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจรับผิดชอบราชการและบังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการ
ในกลุ่มภารกิจนั้น โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงหรือขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีตามที่กําหนด
โดยกฎกระทรวง และในกรณีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีต้องรายงานผลการดําเนินงานต่อปลัดกระทรวง
ตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง 
ในกลุ่มภารกิจเดียวกัน หัวหน้ากลุ่มภารกิจอาจกําหนดให้ส่วนราชการของส่วน
ราชการระดับกรมแห่งหนึ่งปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับสารบรรณ บุคลากร การเงิน การพัสดุ หรือการ
บริหารงานทั่วไปให้แก่ส่วนราชการแห่งอื่นภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกันก็ได้ 
กระทรวงใดมิได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจ และมีปริมาณงานมาก จะให้มีรองปลัดกระทรวง
เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการเพิ่มขึ้นเป็นสองคนก็ได้ 
ในกรณีที่กระทรวงใดมีการจัดกลุ่มภารกิจ จะให้มีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็น
หัวหน้ากลุ่มภารกิจก็ได้ และให้อํานาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงที่เกี่ยวกับราชการของส่วนราชการใน
กลุ่มภารกิจเป็นอํานาจหน้าที่ของหัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้น  ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎกระทรวงกําหนดไว้เป็น
อย่างอื่น 
กระทรวงใดมีภารกิจเพิ่มขึ้น และมีความจําเป็นอย่างยิ่งต้องมีรองปลัดกระทรวง
มากกว่าที่กําหนดไว้ในวรรคห้าหรือวรรคหก คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและคณะกรรมการ
พัฒนาระบบราชการจะร่วมกันอนุมัติให้กระทรวงนั้นมีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษโดยจะ
กําหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้๒๖ 
                                                 
๒๕ มาตรา ๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๒๖ มาตรา ๒๑ วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๒ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ในการดําเนินการตามวรรคเจ็ด ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจัดให้มีการ
ประชุมพิจารณาร่วมกัน โดยกรรมการแต่ละฝ่ายจะต้องมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์
ประชุม และในการออกเสียงลงมติจะต้องได้คะแนนเสียงของกรรมการแต่ละฝ่ายเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ
กรรมการฝ่ายดังกล่าวที่มาประชุม แล้วให้นํามติดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
๒๗ 
 
มาตรา ๒๒  สํานักงานรัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มี
เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของสํานักงานรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการ
รัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ช่วยสั่งหรือปฏิบัติราชการแทน
เลขานุการรัฐมนตรีก็ได้ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
มาตรา ๒๓  สํานักงานปลัดกระทรวงมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจําทั่วไป
ของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กําหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัด
กระทรวงโดยเฉพาะ รวมทั้งกํากับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไป
ตามนโยบายแนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง 
ในกรณีที่กระทรวงมีทบวงอยู่ในสังกัดและยังไม่สมควรจัดตั้งสํานักงานปลัดทบวง
ตามมาตรา ๒๕ วรรคสาม จะให้สํานักงานปลัดกระทรวงทําหน้าที่สํานักงานปลัดทบวงด้วยก็ได้ 
 
มาตรา ๒๔  การจัดระเบียบราชการในทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ให้อนุโลม
ตามการจัดระเบียบราชการของกระทรวงซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๓ 
 
หมวด ๓ 
การจัดระเบียบราชการในทบวงซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง 
 
 
 
 
มาตรา ๒๕  ราชการส่วนใดซึ่งโดยสภาพและปริมาณของงานไม่เหมาะสมที่จะจัดตั้ง
เป็นกระทรวงหรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง จะจัดตั้งเป็นทบวงสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี
หรือกระทรวง เพื่อให้มีรัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของทบวงก็ได้ และให้จัดระเบียบราชการในทบวงดังนี้ 
(๑) สํานักงานรัฐมนตรี 
(๒) สํานักงานปลัดทบวง 
(๓) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น เว้นแต่บางทบวงซึ่งเห็นว่าไม่มีความ
จําเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกรมก็ได้ 
                                                 
๒๗ มาตรา ๒๑ วรรคแปด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๓ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ให้ส่วนราชการตาม (๒) และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (๓) มีฐานะเป็น
กรม 
ในกรณีที่สํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงมีทบวงอยู่ในสังกัด และปริมาณ และ
คุณภาพของราชการในทบวงยังไม่สมควรจัดตั้งสํานักงานปลัดทบวง จะให้สํานักงานปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรีหรือสํานักงานปลัดกระทรวงทําหน้าที่สํานักงานปลัดทบวงด้วยก็ได้ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
มาตรา ๒๖  การจัดระเบียบราชการในทบวงหนึ่ง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วย
การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ส่วนการจัดระเบียบราชการในทบวงมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตาม
กฎหมายว่าด้วยการนั้น 
ทบวงมีอํานาจหน้าที่ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง 
ทบวง กรม 
 
มาตรา ๒๗  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๑ ทบวงหนึ่งมีรัฐมนตรีว่าการทบวง
เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และกําหนดนโยบายของทบวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี
กําหนดหรืออนุมัติ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของทบวง และจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ
ทบวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้ 
ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง การสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรีช่วย
ว่าการทบวงให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการทบวงมอบหมาย 
ในกรณีที่เป็นทบวงสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง ให้รัฐมนตรีว่าการทบวง
ปฏิบัติราชการภายใต้การกํากับของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แล้วแต่กรณี 
 
มาตรา ๒๘  ทบวง นอกจากมีรัฐมนตรีว่าการทบวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง 
ให้มีปลัดทบวงคนหนึ่งมีอํานาจหน้าที่ดังนี้ 
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจําในทบวง กําหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติ
ราชการของทบวง และลําดับความสําคัญของแผนการปฏิบัติราชการประจําปีของส่วนราชการใน
ทบวงให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีกําหนด รวมทั้งกํากับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติ
ราชการของส่วนราชการในทบวง 
(๒) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการในทบวงรองจากรัฐมนตรี 
(๓) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสํานักงานปลัดทบวงและรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดทบวง 
ในการปฏิบัติราชการของปลัดทบวงตามวรรคหนึ่ง ให้มีรองปลัดทบวงเป็นผู้ช่วยสั่ง
และปฏิบัติราชการ และจะให้มีผู้ช่วยปลัดทบวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการด้วยก็ได้ 
ในกรณีที่มีรองปลัดทบวงหรือผู้ช่วยปลัดทบวง หรือมีทั้งรองปลัดทบวงและผู้ช่วย
ปลัดทบวง ให้รองปลัดทบวงหรือผู้ช่วยปลัดทบวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการรองจากปลัดทบวง 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๔ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ให้รองปลัดทบวง ผู้ช่วยปลัดทบวง และผู้ดํารงตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นใน
สํานักงานปลัดทบวง มีอํานาจหน้าที่ตามที่ปลัดทบวงกําหนดหรือมอบหมาย 
ในกรณีที่ปลัดทบวงจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งใด 
หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งนั้น หรือมติของ
คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กล่าวถึงอํานาจของปลัดทบวงไว้ให้ปลัดทบวงมีอํานาจดังเช่น
ปลัดกระทรวง 
ในกรณีที่ให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือสํานักงานปลัดกระทรวงทํา
หน้าที่สํานักงานปลัดทบวง ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงทําหน้าที่ปลัดทบวง 
 
มาตรา ๒๙  สํานักงานรัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มี
เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของสํานักงานรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการทบวง และจัดให้มีผู้ช่วยเลขานุการ
รัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ช่วยสั่งหรือปฏิบัติราชการแทน
เลขานุการรัฐมนตรีก็ได้ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
มาตรา ๓๐  สํานักงานปลัดทบวงมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจําทั่วไปของ
ทบวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กําหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดทบวง
โดยเฉพาะ รวมทั้งกํากับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในทบวงให้เป็นไปตามนโยบาย 
แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของทบวง 
 
หมวด ๔ 
การจัดระเบียบราชการในกรม 
 
 
 
 
มาตรา ๓๑  กรมซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง 
อาจแบ่งส่วนราชการดังนี้ 
(๑) สํานักงานเลขานุการกรม 
(๒) กองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจําเป็น
จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้ 
กรมใดมีความจําเป็น จะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจาก (๑) หรือ 
(๒) ก็ได้ 
สําหรับสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะแบ่งส่วนราชการให้เหมาะสมกับราชการของ
ตํารวจก็ได้
๒๘ 
 
                                                 
๒๘ มาตรา ๓๑ วรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับ
ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๕ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๓๒๒๙  กรมมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวงตามที่กําหนดใน
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของกรม หรือตามกฎหมายว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของกรมนั้น 
ในกรมหนึ่งมีอธิบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติ
ราชการของกรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของ
กระทรวงและในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกําหนดอํานาจหน้าที่ของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การใช้อํานาจ
และการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวให้คํานึงถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่
คณะรัฐมนตรีกําหนด หรืออนุมัติ และนโยบาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง
ด้วย 
ในกรมหนึ่งจะให้มีรองอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดีและช่วย
อธิบดีปฏิบัติราชการก็ได้ 
รองอธิบดีมีอํานาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกําหนดหรือมอบหมาย 
 
มาตรา ๓๓  สํานักงานเลขานุการกรมมีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของกรม 
และราชการที่มิได้แยกให้เป็นหน้าที่ของกองหรือส่วนราชการใดโดยเฉพาะมีเลขานุการกรมเป็น
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานเลขานุการกรม 
ส่วนราชการตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๒) และส่วนราชการตามมาตรา ๓๑ วรรค
สอง ให้มีอํานาจหน้าที่ตามที่ได้กําหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ๆ โดยให้มีผู้อํานวยการ
กอง หัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่าผู้อํานวยการกอง หรือหัวหน้า
กอง หรือหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา ๓๑ วรรคสอง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบ
ในการปฏิบัติราชการ 
 
มาตรา ๓๔  กระทรวง ทบวง กรมใดมีเหตุพิเศษ จะตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่
ออกเป็นเขตเพื่อให้มีหัวหน้าส่วนราชการประจําเขตแล้วแต่จะเรียกชื่อเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการก็ได้ 
หัวหน้าส่วนราชการประจําเขตมีอํานาจหน้าที่เป็นผู้รับนโยบายและคําสั่งจาก
กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติงานทางวิชาการ และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจําสํานักงาน
เขตซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้น 
ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การแบ่งเขตและการปกครองบังคับบัญชาของตํารวจ
ซึ่งได้กําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา๓๐ 
 
มาตรา ๓๕  กระทรวง ทบวง หรือกรมใดโดยสภาพและปริมาณของงานสมควรมี
ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรมนั้น ก็ให้กระทําได้ 
ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอํานาจหน้าที่ตรวจและแนะนําการ
ปฏิบัติราชการอันเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง หรือกรมนั้นให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
ของกระทรวง ทบวง หรือกรมหรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี 
                                                 
๒๙ มาตรา ๓๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) 
พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๓๐ มาตรา ๓๔ วรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับ
ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๖ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
มาตรา ๓๖  ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมจะมีเลขาธิการ 
ผู้อํานวยการ หรือตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชา
ข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด 
และจะให้มีรองเลขาธิการ รองผู้อํานวยการหรือตําแหน่งรองของตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือ
ผู้ช่วยเลขาธิการ ผู้ช่วยผู้อํานวยการหรือตําแหน่งผู้ช่วยของตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือมีทั้งรอง
เลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการหรือทั้งรองผู้อํานวยการและผู้ช่วยผู้อํานวยการ หรือทั้งตําแหน่งรอง
และตําแหน่งผู้ช่วยของตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และช่วยปฏิบัติ
ราชการแทนก็ได้ 
 
มาตรา ๓๗  ให้นําความในมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และ
มาตรา ๓๕ มาใช้บังคับแก่ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมโดยอนุโลม 
 
หมวด ๕ 
การปฏิบัติราชการแทน 
 
 
 
 
มาตรา ๓๘๓๑  อํานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการ
ดําเนินการอื่นที่ผู้ดํารงตําแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ 
หรือคําสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งนั้น 
หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กําหนดเรื่องการมอบอํานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่อง
การมอบอํานาจไว้ ผู้ดํารงตําแหน่งนั้นอาจมอบอํานาจให้ผู้ดํารงตําแหน่งอื่นในส่วนราชการเดียวกัน
หรือส่วนราชการอื่น หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่
กําหนดในพระราชกฤษฎีกา 
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งอาจกําหนดให้มีการมอบอํานาจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ตลอดจนการมอบอํานาจให้ทํานิติกรรมสัญญา ฟ้องคดีและดําเนินคดี หรือกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ 
หรือเงื่อนไขในการมอบอํานาจหรือที่ผู้รับมอบอํานาจต้องปฏิบัติก็ได้ 
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับอํานาจในการอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติให้
ต้องออกใบอนุญาตหรือที่บัญญัติผู้มีอํานาจอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ ในกรณีเช่นนั้นให้ผู้ดํารงตําแหน่ง
ซึ่งมีอํานาจตามกฎหมายดังกล่าวมีอํานาจมอบอํานาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่า
ราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ในกรณีมอบอํานาจให้ผู้ว่า
ราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจมอบอํานาจได้ต่อไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้มอบ
อํานาจกําหนด 
ในกรณีตามวรรคสาม เพื่อประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนจะตรา
พระราชกฤษฎีกากําหนดรายชื่อกฎหมายที่ผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งมีอํานาจตามกฎหมายดังกล่าวอาจมอบ
อํานาจตามวรรคหนึ่งตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวก็ได้ 
                                                 
๓๑ มาตรา ๓๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๗ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
การมอบอํานาจให้ทําเป็นหนังสือ 
 
มาตรา ๓๙๓๒  เมื่อมีการมอบอํานาจแล้ว ผู้รับมอบอํานาจมีหน้าที่ต้องรับมอบ
อํานาจนั้น โดยผู้มอบอํานาจจะกําหนดให้ผู้รับมอบอํานาจมอบอํานาจให้ผู้ดํารงตําแหน่งอื่นปฏิบัติ
ราชการแทนต่อไป โดยจะกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการใช้อํานาจนั้นไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ใน
กรณีการมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะรัฐมนตรีจะกําหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
ต้องมอบอํานาจต่อไปให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัดหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใน
จังหวัดก็ได้ 
 
มาตรา ๔๐๓๓  ในการมอบอํานาจ ให้ผู้มอบอํานาจพิจารณาถึงการอํานวยความ
สะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ การกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของ
ตําแหน่งของผู้รับมอบอํานาจ และผู้รับมอบอํานาจต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอํานาจตาม
วัตถุประสงค์ของการมอบอํานาจดังกล่าว 
เมื่อได้มอบอํานาจแล้ว ผู้มอบอํานาจมีหน้าที่กํากับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติ
ราชการของผู้รับมอบอํานาจ และให้มีอํานาจแนะนําหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอํานาจ
ได้ 
 
มาตรา ๔๐/๑๓๔  ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการภายในกรม ถ้าการปฏิบัติ
ราชการใดของส่วนราชการนั้นมีลักษณะเป็นงานการให้บริการหรือมีการให้บริการเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย
และหากแยกการบริหารออกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๓/๑ ยิ่งขึ้น 
ส่วนราชการดังกล่าวโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะแยกการปฏิบัติราชการในเรื่องนั้น ไป
จัดตั้งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ซึ่งมิใช่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่อยู่ในกํากับของส่วน
ราชการดังกล่าวก็ได้  ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี 
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยให้กําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ
การจัดตั้ง การมอบอํานาจให้ปฏิบัติราชการแทน วิธีการบริหารงาน การดําเนินการด้านทรัพย์สิน การ
กํากับดูแลสิทธิประโยชน์ของบุคลากรและการยุบเลิกไว้ด้วย 
ให้หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการตามภารกิจที่
จัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้นเป็นหลัก และสนับสนุนภารกิจอื่นของส่วนราชการดังกล่าวตามที่
ได้รับมอบหมาย และอาจให้บริการแก่ส่วนราชการอื่น หน่วยงานของรัฐหรือเอกชน แต่ต้องไม่
กระทบกระเทือนต่อภารกิจอันเป็นวัตถุประสงค์แห่งการจัดตั้ง 
ให้รายได้ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเป็นรายได้ที่ไม่ต้องนําส่งคลังตามกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง 
                                                 
๓๒ มาตรา ๓๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๓๓ มาตรา ๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๓๔ มาตรา ๔๐/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๘ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
หมวด ๖ 
การรักษาราชการแทน 
 
 
 
 
มาตรา ๔๑  ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรี
เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รอง
นายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือมี
แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการ
แทน 
 
มาตรา ๔๒  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจ
ปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็น
ผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน 
ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีว่าการทบวงด้วยโดยอนุโลม 
 
มาตรา ๔๓  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ให้ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีหลาย
คน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมายให้ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษา
ราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการใน
กระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน 
ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงด้วยโดย
อนุโลม 
 
มาตรา ๔๔  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ให้รองปลัดกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองปลัดกระทรวงหลายคน ให้
นายกรัฐมนตรีสําหรับสํานักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงคน
ใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ให้นายกรัฐมนตรีสําหรับสํานักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้ง
ข้าราชการในกระทรวงซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน 
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ 
ปลัดกระทรวงจะแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้อํานวยการกองหรือ
เทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้ 
 
มาตรา ๔๕  ให้นําความในมาตรา ๔๔ มาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งปลัด
ทบวงหรือรองปลัดทบวงตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๘ ด้วยโดยอนุโลม 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๑๙ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
มาตรา ๔๖  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ 
ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใด
คนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองอธิบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้
ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดํารงตําแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่
ตําแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน แต่ถ้านายกรัฐมนตรี
สําหรับสํานักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเห็นสมควรเพื่อความเหมาะสมแก่การ
รับผิดชอบการปฏิบัติราชการในกรมนั้น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะแต่งตั้ง
ข้าราชการคนใดคนหนึ่งซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการแทนก็
ได้ 
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ อธิบดีจะ
แต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดํารงตําแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตําแหน่งหัวหน้า
กองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้ 
ให้นําความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่ง
เลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อํานวยการ รองผู้อํานวยการ หรือตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่า
ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม 
 
มาตรา ๔๗  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งเลขานุการกรมตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง 
หรือหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้ง
ข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการ
แทน 
ให้นําความในมาตรานี้มาใช้บังคับแก่ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็น
กรมด้วยโดยอนุโลม 
 
มาตรา ๔๘  ให้ผู้รักษาราชการแทนตามความในพระราชบัญญัตินี้มีอํานาจหน้าที่
เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน 
ในกรณีที่ผู้ดํารงตําแหน่งใดหรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่งนั้นมอบหมาย
หรือมอบอํานาจให้ผู้ดํารงตําแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอํานาจหน้าที่
เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบหมายหรือมอบอํานาจ 
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดํารงตําแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอํานาจ
หน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอํานาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมี
อํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดํารงตําแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย 
แล้วแต่กรณี 
 
มาตรา ๔๙  การเป็นผู้รักษาราชการแทนตามพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือน
อํานาจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง หรือผู้ดํารงตําแหน่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง 
ปลัดทบวง อธิบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งเทียบเท่าอธิบดี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะแต่งตั้งข้าราชการอื่น
เป็นผู้รักษาราชการแทนตามอํานาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๐ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ดํารงตําแหน่งรองหรือ
ผู้ช่วยพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทนนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งเข้ารับหน้าที่ 
 
มาตรา ๕๐  ความในหมวดนี้มิให้ใช้บังคับแก่ราชการในกระทรวงที่เกี่ยวกับทหาร 
 
หมวด ๗ 
การบริหารราชการในต่างประเทศ๓๕ 
 
 
 
 
มาตรา ๕๐/๑๓๖  ในหมวดนี้ 
“คณะผู้แทน” หมายความว่า บรรดาข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือข้าราชการฝ่าย
ทหารประจําการในต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล
ใหญ่ สถานกงสุล สถานรองกงสุล ส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น
และปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ และคณะผู้แทนถาวรไทย
ประจําองค์การระหว่างประเทศ 
“หัวหน้าคณะผู้แทน” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง
ได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนตามระเบียบพิธีการทูต หรือระเบียบพิธีการกงสุล ใน
กรณีของคณะผู้แทนถาวรไทยประจําองค์การระหว่างประเทศ ให้หมายความว่า ข้าราชการสังกัดส่วน
ราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนถาวรไทยประจําองค์การระหว่างประเทศ 
“รองหัวหน้าคณะผู้แทน” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ 
ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าคณะผู้แทน ในกรณีของ
คณะผู้แทนถาวรไทยประจําองค์การระหว่างประเทศ ให้หมายความว่า ข้าราชการสังกัดส่วนราชการ 
ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในลักษณะเดียวกัน 
 
มาตรา ๕๐/๒๓๗  ให้หัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้รับนโยบายและคําสั่งจาก
นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสม
กับการปฏิบัติราชการในต่างประเทศ และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบุคคลในคณะผู้แทน และจะให้มี
รองหัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าคณะผู้แทนก็ได้ 
การสั่ง และการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้
เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด 
หัวหน้าคณะผู้แทนอาจมอบอํานาจให้บุคคลในคณะผู้แทนปฏิบัติราชการแทนตาม
ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด 
                                                 
๓๕ หมวด ๗ การบริหารราชการในต่างประเทศ มาตรา ๕๐/๑ ถึง มาตรา ๕๐/๖ เพิ่มโดย
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๓๖ มาตรา ๕๐/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๓๗ มาตรา ๕๐/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๑ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
มาตรา ๕๐/๓๓๘  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน หรือมีแต่ไม่อาจ
ปฏิบัติราชการได้ ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน 
ในกรณีที่ไม่มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนที่จะรักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่ง หรือไม่มี
ผู้ดํารงตําแหน่งใดอันเป็นบุคคลในคณะผู้แทน หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้การ
รักษาราชการแทนหัวหน้าคณะผู้แทนหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดอันเป็นบุคคลในคณะผู้แทน เป็นไปตาม
ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด 
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจําการในต่างประเทศ 
 
มาตรา ๕๐/๔๓๙  หัวหน้าคณะผู้แทนมีอํานาจและหน้าที่ ดังนี้ 
(๑) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ 
(๒) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมาย หรือ
ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 
(๓) บังคับบัญชาบุคคลในคณะผู้แทนและข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่มิใช่บุคคลใน
คณะผู้แทนซึ่งประจําอยู่ในประเทศที่ตนมีอํานาจหน้าที่ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปตามกฎหมาย 
ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของ
นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 
(๔) รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการของบุคคลตาม 
(๓) เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการต้นสังกัดเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการ
เลื่อนขั้นเงินเดือน 
 
มาตรา ๕๐/๕๔๐  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีว่าการทบวง ปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง อธิบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งเทียบเท่า อาจมอบอํานาจให้
หัวหน้าคณะผู้แทนปฏิบัติราชการแทนได้ ในการนี้ให้นําความในมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม 
เมื่อมีการมอบอํานาจตามวรรคหนึ่งโดยชอบแล้ว ผู้รับมอบอํานาจมีหน้าที่ต้องรับ
มอบอํานาจนั้น และจะมอบอํานาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอํานาจต่อไปให้บุคคล
ในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด 
เมื่อได้มีการมอบอํานาจแล้ว หัวหน้าคณะผู้แทนมีหน้าที่กํากับ ติดตามผลการปฏิบัติ
ราชการของผู้รับมอบอํานาจ และให้มีอํานาจแนะนําและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอํานาจ
ได้ 
 
                                                 
๓๘ มาตรา ๕๐/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๓๙ มาตรา ๕๐/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๔๐ มาตรา ๕๐/๕ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๒ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๕๐/๖๔๑  การที่กระทรวง ทบวง กรม จะมอบอํานาจหรือมีคําสั่งใดที่
เกี่ยวข้องไปยังหัวหน้าคณะผู้แทน ให้แจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศ 
 
ส่วนที่ ๒ 
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค 
 
 
 
 
มาตรา ๕๑  ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคดังนี้ 
(๑) จังหวัด 
(๒) อําเภอ 
 
หมวด ๑ 
จังหวัด 
 
 
 
 
มาตรา ๕๒  ให้รวมท้องที่หลาย ๆ อําเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล 
การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ 
เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ให้จังหวัด
หรือกลุ่มจังหวัดยื่นคําขอจัดตั้งงบประมาณได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดใน
พระราชกฤษฎีกา ในกรณีนี้ให้ถือว่าจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วย
วิธีการงบประมาณ
๔๒ 
 
มาตรา ๕๒/๑๔๓  ให้จังหวัดมีอํานาจภายในเขตจังหวัด ดังต่อไปนี้ 
(๑) นําภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ 
(๒) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบ
เรียบร้อยและเป็นธรรมในสังคม 
(๓) จัดให้มีการคุ้มครอง ป้องกัน ส่งเสริม และช่วยเหลือประชาชนและชุมชนที่ด้อย
โอกาสเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในการดํารงชีวิตอย่างพอเพียง 
(๔) จัดให้มีการบริการภาครัฐเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอหน้า 
รวดเร็ว และมีคุณภาพ 
                                                 
๔๑ มาตรา ๕๐/๖ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๔๒ มาตรา ๕๒ วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๔๓ มาตรา ๕๒/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๓ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๕) จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้
สามารถดําเนินการตามอํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้มีขีดความสามารถ
พร้อมที่จะดําเนินการตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม 
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่น
ของรัฐมอบหมาย หรือที่มีกฎหมายกําหนด 
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของส่วน
ราชการและหน่วยงานของรัฐที่ประจําอยู่ในเขตจังหวัดที่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นไปตาม
แผนพัฒนาจังหวัดตามมาตรา ๕๓/๑ 
 
มาตรา ๕๓  ในจังหวัดหนึ่งให้มีคณะกรมการจังหวัด ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่า
ราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น กับปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายหรือมติ
ของคณะรัฐมนตรีกําหนด๔๔ 
คณะกรมการจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองผู้ว่าราชการ
จังหวัดหนึ่งคนตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย ปลัดจังหวัด อัยการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าที่ทําการ
อัยการจังหวัด ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดจากกระทรวง
และทบวงต่าง ๆ เว้นแต่กระทรวงมหาดไทยซึ่งประจําอยู่ในจังหวัด กระทรวง หรือทบวงละหนึ่งคน 
เป็นกรมการจังหวัดและหัวหน้าสํานักงานจังหวัดเป็นกรมการจังหวัดและเลขานุการ
๔๕ 
ถ้ากระทรวงหรือทบวงมีหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดซึ่งกรมต่าง ๆ ใน
กระทรวงหรือทบวงนั้นส่งมาประจําอยู่ในจังหวัดมากกว่าหนึ่งคน ให้ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง
กําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดหนึ่งคนเป็นผู้แทนของกระทรวงหรือทบวงในคณะ
กรมการจังหวัด 
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรจะแต่งตั้งให้
หัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคคนหนึ่งหรือหลายคนเป็น
กรมการจังหวัดเพิ่มขึ้นเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งก็ได้ 
 
มาตรา ๕๓/๑๔๖  ให้จังหวัดจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ในจังหวัด 
ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการ
ประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานที่ตั้งทําการอยู่ในจังหวัดไม่ว่าจะเป็น
ราชการบริหารส่วนภูมิภาคหรือราชการบริหารส่วนกลางและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งหมดในจังหวัดรวมทั้งผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน 
                                                 
๔๔ มาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๔๕ มาตรา ๕๓ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ 
๔๖ มาตรา ๕๓/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๔ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง จํานวนและวิธีการสรรหาผู้แทนภาค
ประชาสังคมและผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนด
ในพระราชกฤษฎีกา 
เมื่อประกาศใช้แผนพัฒนาจังหวัดแล้ว การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและการดําเนินกิจการของส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐทั้งปวงที่กระทํา
ในพื้นที่จังหวัดต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดดังกล่าว 
 
มาตรา ๕๓/๒๔๗  ให้นําความในมาตรา ๕๓/๑ มาใช้บังคับกับการจัดทําแผนพัฒนา
กลุ่มจังหวัดด้วยโดยอนุโลม 
 
มาตรา ๕๔  ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและ
คําสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้
เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่ง
ปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอําเภอ และ
จะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วย
ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
ฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการรองจากผู้ว่าราชการจังหวัด 
ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดสังกัด
กระทรวงมหาดไทย 
 
มาตรา ๕๕  ในจังหวัดหนึ่ง นอกจากจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครอง
บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบงานบริหารราชการของจังหวัดดังกล่าวในมาตรา ๕๔ ให้มีปลัด
จังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจําทําหน้าที่
เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัด และมีอํานาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคซึ่ง
สังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้น ในจังหวัดนั้น 
 
มาตรา ๕๕/๑๔๘  ในจังหวัดหนึ่งนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้มีคณะกรรมการธรร
มาภิบาลจังหวัดคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ธ.จ.” ทําหน้าที่สอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจ
ของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและเป็นไปตามหลักการที่
กําหนดไว้ในมาตรา ๓/๑  
ก.ธ.จ. ประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีเขตอํานาจในจังหวัด
เป็นประธานผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ไม่ได้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารและ
                                                 
๔๗ มาตรา ๕๓/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 
๔๘ มาตรา ๕๕/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๕ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน  ทั้งนี้ จํานวน วิธีการสรรหา และการปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ให้เป็นไปตาม
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี 
ในกรณีที่ ก.ธ.จ. พบว่ามีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
หรือมีกรณีที่เป็นการทุจริต ให้เป็นหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ที่จะต้องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วน
ราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดําเนินการตามอํานาจ
หน้าที่ต่อไป 
 
มาตรา ๕๖  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งรองผู้ว่าราชการ
จังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้
ดํารงตําแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ปลัดจังหวัดเป็นผู้รักษา
ราชการแทน ถ้ามีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดหลายคน ให้
ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดคนใดคนหนึ่ง 
แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีทั้งผู้ดํารงตําแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่า
ราชการจังหวัด และปลัดจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการประจํา
จังหวัดซึ่งมีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน 
 
มาตรา ๕๗  ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจและหน้าที่ดังนี้ 
(๑)๔๙ บริหารราชการตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และตาม
แผนพัฒนาจังหวัด 
(๒) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่
นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 
(๓) บริหารราชการตามคําแนะนําและคําชี้แจงของผู้ตรวจราชการกระทรวงในเมื่อ
ไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรีหรือ
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี 
(๔) กํากับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาคของข้าราชการซึ่ง
ประจําอยู่ในจังหวัดนั้น ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ 
ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ให้
ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติ
ของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือยับยั้งการกระทําใด ๆ ของข้าราชการใน
จังหวัดที่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี 
หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราวแล้วรายงานกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง 
(๕) ประสานงานและร่วมมือกับข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการ
ฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินและ
ข้าราชการครู ผู้ตรวจราชการและหัวหน้าส่วนราชการในระดับเขตหรือภาค ในการพัฒนาจังหวัดหรือ
ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ 
                                                 
๔๙ มาตรา ๕๗ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๖ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๖)๕๐ เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อ
สํานักงบประมาณตามมาตรา ๕๒ วรรคสาม และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ 
(๗)๕๑ กํากับดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย 
(๘) กํากับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ในการ
นี้ให้มีอํานาจทํารายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดําเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือ
รัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ 
(๙) บรรจุ แต่งตั้ง ให้บําเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดตาม
กฎหมาย และตามที่ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรืออธิบดีมอบหมาย 
 
มาตรา ๕๘  การยกเว้น จํากัด หรือตัดทอน อํานาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดใน
การบริหารราชการในจังหวัด หรือให้ข้าราชการของส่วนราชการใดมีอํานาจหน้าที่ในการบริหาร
ราชการส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดจะกระทําได้โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ 
 
มาตรา ๕๙  ให้นําความในมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับแก่ผู้รักษา
ราชการแทนและผู้ปฏิบัติราชการแทนตามหมวดนี้ 
 
มาตรา ๖๐  ให้แบ่งส่วนราชการของจังหวัดดังนี้ 
(๑) สํานักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัด
ของจังหวัดนั้น มีหัวหน้าสํานักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติ
ราชการของสํานักงานจังหวัด 
(๒) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของ
กระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา
รับผิดชอบ 
 
หมวด ๒ 
อําเภอ 
 
 
 
 
มาตรา ๖๑  ในจังหวัดหนึ่งให้มีหน่วยราชการบริหารรองจากจังหวัดเรียกว่าอําเภอ 
การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนเขตอําเภอ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๖๑/๑๕๒  ให้อําเภอมีอํานาจหน้าที่ภายในเขตอําเภอ ดังต่อไปนี้ 
                                                 
๕๐ มาตรา ๕๗ (๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 
๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๕๑ มาตรา ๕๗ (๗) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 
๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๕๒ มาตรา ๖๑/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๗ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๑) อํานาจและหน้าที่ตามที่กําหนดในมาตรา ๕๒/๑ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) 
โดยให้นําความในมาตรา ๕๒/๑ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม 
(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการบริการร่วมกันของหน่วยงานของรัฐใน
ลักษณะศูนย์บริการร่วม 
(๓) ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมมือกับชุมชนในการ
ดําเนินการให้มีแผนชุมชน เพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
จังหวัด และกระทรวง ทบวง กรม 
(๔) ไกล่เกลี่ยหรือจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความสงบ
เรียบร้อยในสังคมตามมาตรา ๖๑/๒ และมาตรา ๖๑/๓ 
 
มาตรา ๖๑/๒๕๓  ในอําเภอหนึ่ง ให้มีคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม
ข้อพิพาทของประชาชนที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตอําเภอ ในเรื่องที่พิพาททางแพ่ง
เกี่ยวกับที่ดิน มรดก และข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท หรือมากกว่านั้น 
ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา 
ให้นายอําเภอโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัดจัดทําบัญชีรายชื่อบุคคลที่
จะทําหน้าที่เป็นคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท โดยคัดเลือกจากบุคคลที่มี
ความรู้หรือมีประสบการณ์เหมาะสมกับการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นและคู่พิพาทตกลงยินยอมให้ใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้
คู่พิพาทแต่ละฝ่ายเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อตามวรรคสองฝ่ายละหนึ่งคน และให้นายอําเภอ 
พนักงานอัยการประจําจังหวัดหรือปลัดอําเภอที่ได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นประธาน เพื่อทําหน้าที่
เป็นคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท 
ให้คณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทมีอํานาจหน้าที่รับฟังข้อ
พิพาทโดยตรงจากคู่พิพาท และดําเนินการไกล่เกลี่ยให้เกิดข้อตกลงยินยอมร่วมกันระหว่างคู่พิพาท
โดยเร็ว ถ้าคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ให้คณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท
จัดให้มีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่พิพาท และให้ถือเอาข้อตกลงตามสัญญา
ประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่พิพาททั้งสองฝ่าย ในกรณีที่คู่พิพาทไม่อาจตกลงกันได้ ให้คณะ
บุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทสั่งจําหน่ายข้อพิพาทนั้น 
ข้อตกลงตามวรรคสี่ให้มีผลเช่นเดียวกับคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามกฎหมาย
ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ 
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทําบัญชี การดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการจัดทํา
สัญญาประนีประนอมยอมความ ตลอดจนค่าตอบแทนของคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและ
ประนอมข้อพิพาท ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง 
ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้
คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคําร้องต่อพนักงานอัยการ และให้พนักงานอัยการดําเนินการยื่นคําร้องต่อศาล
ที่มีเขตอํานาจเพื่อให้ออกคําบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยให้นํากฎหมาย
ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม 
                                                 
๕๓ มาตรา ๖๑/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๘ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
เมื่อคณะบุคคลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทได้รับข้อพิพาทไว้
พิจารณา ให้อายุความในการฟ้องร้องคดีสะดุดหยุดลง นับแต่วันที่ยื่นข้อพิพาทจนถึงวันที่คณะบุคคล
ผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทสั่งจําหน่ายข้อพิพาทหรือวันที่คู่พิพาททําสัญญา
ประนีประนอมยอมความกัน แล้วแต่กรณี 
ความในมาตรานี้ให้ใช้กับเขตของกรุงเทพมหานครด้วยโดยอนุโลม 
 
มาตรา ๖๑/๓๕๔  บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอําเภอใดหากเป็น
ความผิดอันยอมความได้ และมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอม 
หรือแสดงความจํานง ให้นายอําเภอของอําเภอนั้นหรือปลัดอําเภอที่นายอําเภอดังกล่าวมอบหมายเป็น
ผู้ไกล่เกลี่ยตามควรแก่กรณี และเมื่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอมเป็นหนังสือตามที่ไกล่เกลี่ย
และปฏิบัติตามคําไกล่เกลี่ยดังกล่าวแล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา 
ในกรณีที่ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมตามที่ไกล่เกลี่ย ให้จําหน่ายข้อพิพาท
นั้น แต่เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้เสียหายจะไปดําเนินคดีต่อไป อายุความการร้องทุกข์ตามประมวล
กฎหมายอาญาให้เริ่มนับแต่วันที่จําหน่ายข้อพิพาท 
หลักเกณฑ์และวิธีในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กําหนดใน
กฎกระทรวง 
 
มาตรา ๖๒  ในอําเภอหนึ่ง มีนายอําเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา
บรรดาข้าราชการในอําเภอ และรับผิดชอบงานบริหารราชการของอําเภอ 
นายอําเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย 
บรรดาอํานาจและหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมการอําเภอหรือนายอําเภอซึ่ง
กฎหมายกําหนดให้กรมการอําเภอและนายอําเภอมีอยู่ให้โอนไปเป็นอํานาจและหน้าที่ของนายอําเภอ 
 
มาตรา ๖๓  ในอําเภอหนึ่ง นอกจากจะมีนายอําเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาและ
รับผิดชอบดังกล่าวในมาตรา ๖๒ ให้มีปลัดอําเภอและหัวหน้าส่วนราชการประจําอําเภอซึ่งกระทรวง 
ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจําให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอําเภอ และมีอํานาจบังคับบัญชา
ข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้น ในอําเภอนั้น 
 
มาตรา ๖๔  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งนายอําเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง
ปลัดอําเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจําอําเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ
เป็นผู้รักษาราชการแทน 
ถ้ามีผู้ดํารงตําแหน่งนายอําเภอ แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายอําเภอแต่งตั้ง
ปลัดอําเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจําอําเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ
เป็นผู้รักษาราชการแทน 
                                                 
๕๔ มาตรา ๖๑/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. 
๒๕๕๐ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๒๙ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอําเภอมิได้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนไว้ตาม
วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ปลัดอําเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจําอําเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบ
แบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน 
 
มาตรา ๖๕  นายอําเภอมีอํานาจและหน้าที่ดังนี้ 
(๑) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถ้ากฎหมาย
ใดมิได้บัญญัติว่าการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของ
นายอําเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย 
(๒) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่
นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 
(๓) บริหารราชการตามคําแนะนําและคําชี้แจงของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้มีหน้าที่
ตรวจการอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผู้ว่าราชการจังหวัด
มอบหมาย ในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของ
คณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี 
(๔) ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอําเภอตามกฎหมาย 
 
มาตรา ๖๖  ให้แบ่งส่วนราชการของอําเภอดังนี้ 
(๑) สํานักงานอําเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอําเภอนั้น ๆ มีนายอําเภอ
เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบ 
(๒) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้นในอําเภอนั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับ
ราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจําอําเภอนั้น ๆ เป็นผู้ปกครอง
บังคับบัญชารับผิดชอบ 
 
มาตรา ๖๗  ให้นําความในมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับแก่ผู้รักษา
ราชการแทนและผู้ปฏิบัติราชการแทนตามหมวดนี้ 
 
มาตรา ๖๘  การจัดการปกครองอําเภอ นอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ 
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องที่ 
 
ส่วนที่ ๓ 
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น 
 
 
 
 
มาตรา ๖๙  ท้องถิ่นใดที่เห็นสมควรจัดให้ราษฎรมีส่วนในการปกครองท้องถิ่นให้จัด
ระเบียบการปกครองเป็นราชการส่วนท้องถิ่น 
 
มาตรา ๗๐  ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นดังนี้ 
(๑) องค์การบริหารส่วนจังหวัด 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๐ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๒) เทศบาล 
(๓) สุขาภิบาล 
(๔) ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกําหนด 
 
มาตรา ๗๑  การจัดระเบียบการปกครององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล 
สุขาภิบาล และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกําหนด ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น 
 
ส่วนที่ ๔ 
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ๕๕ 
 
 
 
 
มาตรา ๗๑/๑๕๖  ให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า 
“ก.พ.ร.” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน 
รัฐมนตรีหนึ่งคนที่นายกรัฐมนตรีกําหนดเป็นรองประธาน ผู้ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายหนึ่งคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสิบคน ซึ่ง
คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในทางด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การ
บริหารรัฐกิจ การบริหารธุรกิจ การเงินการคลัง จิตวิทยาองค์การ และสังคมวิทยา อย่างน้อยด้านละ
หนึ่งคน 
ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผล คณะรัฐมนตรีจะกําหนดให้
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคนต้องทํางานเต็มเวลาก็ได้
๕๗ 
เลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตําแหน่ง 
การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจากรายชื่อบุคคลที่ได้รับ
การเสนอโดยวิธีการสรรหา  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาที่คณะรัฐมนตรีกําหนด 
 
มาตรา ๗๑/๒๕๘  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม 
ดังต่อไปนี้ 
(๑) มีสัญชาติไทย 
(๒) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ 
(๓) ไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับ
ความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 
                                                 
๕๕ ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มาตรา ๗๑/๑ ถึง มาตรา ๗๑/๑๐ เพิ่มโดย
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ 
๕๖ มาตรา ๗๑/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๕๗ มาตรา ๗๑/๑ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๕๘ มาตรา ๗๑/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๑ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๔) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 
กรรมการหรือผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมืองหรือ
เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง 
(๕) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ 
 
มาตรา ๗๑/๓๕๙  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี ผู้ซึ่ง
พ้นจากตําแหน่งแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน 
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้ง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะได้แต่งตั้ง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ 
 
มาตรา ๗๑/๔๖๐  นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้น
จากตําแหน่งเมื่อ 
(๑) ตาย 
(๒) ลาออก 
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗๑/๒ 
(๔) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือ
หย่อนความสามารถ 
 
มาตรา ๗๑/๕๖๑  ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระและยัง
มิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ 
เมื่อตําแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนวาระ ให้ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิภายในสามสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้ 
 
มาตรา ๗๑/๖๖๒  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่าง หรือ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นยังมีวาระอยู่ใน
ตําแหน่ง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดํารงตําแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตําแหน่ง 
                                                 
๕๙ มาตรา ๗๑/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๖๐ มาตรา ๗๑/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๖๑ มาตรา ๗๑/๕ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๖๒ มาตรา ๗๑/๖ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๒ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
มาตรา ๗๑/๗๖๓  การประชุม ก.พ.ร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจํานวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม ไม่ว่ากรรมการดังกล่าวจะเป็นกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทํางานเต็มเวลาหรือไม่ 
ในการประชุม ก.พ.ร. ถ้าประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้
รองประธานปฏิบัติหน้าที่แทน ในกรณีที่ไม่มีรองประธานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการ
ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทําหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม 
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ
ลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้
ขาด 
 
มาตรา ๗๑/๘๖๔  การปฏิบัติหน้าที่และค่าตอบแทนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้อง
ทํางานเต็มเวลา ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๗๑/๙๖๕  ให้มีสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นส่วน
ราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี ทําหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ ก.พ.ร. และหน้าที่อื่นตามที่
กฎหมายหรือ ก.พ.ร. กําหนด โดยมีเลขาธิการ ก.พ.ร. ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญเป็น
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และรับผิดชอบ
การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี 
 
มาตรา ๗๑/๑๐๖๖  ก.พ.ร. มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 
(๑) เสนอแนะและให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการ
และงานของรัฐอย่างอื่น ซึ่งรวมถึงโครงสร้างระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบบุคลากร 
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ค่าตอบแทน และวิธีปฏิบัติราชการอื่น ให้เป็นไปตามมาตรา ๓/
๑ โดยจะเสนอแนะให้มีการกําหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการก็ได้ 
(๒) เสนอแนะและให้คําปรึกษาแก่หน่วยงานอื่นของรัฐที่มิได้อยู่ในกํากับของราชการ
ฝ่ายบริหารตามที่หน่วยงานดังกล่าวร้องขอ 
(๓) รายงานต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีที่มีการดําเนินการขัดหรือไม่สอดคล้องกับ
หลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรา ๓/๑ 
                                                 
๖๓ มาตรา ๗๑/๗ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๖๔ มาตรา ๗๑/๘ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 
๖๕ มาตรา ๗๑/๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) 
พ.ศ. ๒๕๕๐ 
๖๖ มาตรา ๗๑/๑๐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. 
๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๓ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
(๔) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการจัดตั้ง การ
รวม การโอน การยุบเลิก การกําหนดชื่อ การเปลี่ยนชื่อ การกําหนดอํานาจหน้าที่ และการแบ่งส่วน
ราชการภายในของส่วนราชการที่เป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการอื่น 
(๕) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎีกา และกฎที่ออกตาม
พระราชบัญญัตินี้ 
(๖) ดําเนินการให้มีการชี้แจงทําความเข้าใจแก่ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
และประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้งการฝึกอบรม 
(๗) ติดตาม ประเมินผล และแนะนําเพื่อให้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ และ
รายงานต่อคณะรัฐมนตรีพร้อมทั้งข้อเสนอแนะ 
(๘) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ หรือ
กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม รวมตลอดทั้งกําหนดแนวทางปฏิบัติ ในกรณีที่เป็น
ปัญหา มติของคณะกรรมการตามข้อนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ตามกฎหมาย 
(๙) เรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นประกอบการ
พิจารณา 
(๑๐) จัดทํารายงานประจําปีเกี่ยวกับการพัฒนาและจัดระบบราชการและงานของรัฐ
อย่างอื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน เพื่อปฏิบัติหน้าที่
ต่าง ๆ ตามที่มอบหมาย และจะกําหนดอัตราเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนอื่นด้วยก็ได้ 
(๑๒) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรี
มอบหมาย 
 
บทเฉพาะกาล 
 
 
 
 
มาตรา ๗๒  คําว่า “ทบวงการเมือง” ตามกฎหมายอื่นที่มีอยู่ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้หมายความถึงกระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณี 
 
มาตรา ๗๓  พระราชกฤษฎีกา และประกาศของคณะปฏิวัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบ
ราชการในสํานักงานรัฐมนตรี สํานักงานปลัดกระทรวงหรือทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากรมหรือมีฐานะเป็นกรมที่ได้ตราหรือประกาศโดยอาศัยอํานาจกฎหมายว่า
ด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้
ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดระเบียบ
ราชการตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแทน 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๔ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
มาตรา ๗๔  พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในสํานักงานรัฐมนตรี และกรม
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่ากรมหรือมีฐานะเป็นกรมใดยังมิได้ระบุอํานาจ
หน้าที่ไว้ตามมาตรา ๘ วรรคสี่ ให้ดําเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ 
[คําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕] 
 
มาตรา ๗๕  บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งใดอ้างถึง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หรืออ้างถึงบทบัญญัติแห่ง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่ง
กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งนั้นอ้างถึงพระราชบัญญัตินี้ หรือบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัตินี้ในบทมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน แล้วแต่กรณี 
 
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
อานันท์  ปันยารชุน 
นายกรัฐมนตรี 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๕ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการจําเป็นต้องกําหนด
ขอบเขตอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ชัดเจนเพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานซ้ําซ้อนกันระหว่าง
ส่วนราชการต่าง ๆ และเพื่อให้การบริหารงานในระดับกระทรวงมีเอกภาพสามารถดําเนินการให้
เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีกําหนดได้ และสมควรเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอํานาจให้ปฏิบัติ
ราชการแทนให้ครบถ้วนชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติราชการ และกําหนดอํานาจและ
หน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการใน
เขตจังหวัดให้เหมาะสมขึ้น ประกอบกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน 
พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการบริหารราชการแผ่นดินได้ประกาศใช้บังคับมาเป็นเวลานาน
แล้ว สมควรแก้ไขปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติเสียในคราวเดียวกัน  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ
นี้ 
   
 
   
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
๖๗ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติคณะกรรมการ
จัดระบบการจราจรทางบก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการ
จัดระบบการจราจรทางบก เป็นส่วนราชการสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการคณะกรรมการ
จัดระบบการจราจรทางบกเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรง
ต่อนายกรัฐมนตรี ในการนี้สมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ เสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกัน  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๖๖๘ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้
เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริเป็น
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดําริ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและโดยที่พระราชบัญญัติ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งได้ใช้บังคับแล้วบัญญัติให้จัดตั้งสํานักงาน
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นส่วนราชการสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสํานักงาน
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรงต่อ
นายกรัฐมนตรี ในการนี้ต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๒) 
พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อกําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบใน
การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓
๖๙ 
                                                 
๖๗ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙/ตอนที่ ๒๑/หน้า ๖/๑๔ มีนาคม ๒๕๓๕ 
๖๘ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๐/ตอนที่ ๑๒๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๖ กันยายน ๒๕๓๖ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๖ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
มาตรา ๕  พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในส่วนราชการตามมาตรา ๘ 
วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่
พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้คงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎกระทรวงว่าด้วย
การแบ่งส่วนราชการตามมาตรา ๘ ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 
๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย มาตรา ๒๓๐ ได้บัญญัติให้การรวมหรือโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่มีการกําหนดตําแหน่งหรือ
อัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้นหรือการยุบเลิกส่วนราชการดังกล่าว สามารถทําได้โดยตราเป็น
พระราชกฤษฎีกา  ดังนั้น สมควรกําหนดลักษณะของกรณีที่สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและ
วิธีการดําเนินการของแต่ละกรณี และรูปแบบของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุง
หลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสํานักงานรัฐมนตรีและส่วนราชการระดับกรม  ทั้งนี้ เพื่อให้
สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕๗๐ 
 
มาตรา ๑๖  ในวาระเริ่มแรก ให้ ก.พ.ร. ดําเนินการเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี
เพื่อให้มีการปรับปรุงโครงสร้าง ระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบบุคลากร การปรับเปลี่ยนส่วน
ราชการเป็นองค์การมหาชน หรือองค์กรรูปแบบอื่นที่มิใช่ส่วนราชการ เพื่อให้การบริหารราชการ
แผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชน  ทั้งนี้ ภายในสองปีนับ
แต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 
 
มาตรา ๑๗  ให้แก้ไขคําว่า “สํานักงานเลขานุการรัฐมนตรี” ในพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นคําว่า “สํานักงานรัฐมนตรี” ทุก
แห่ง 
 
มาตรา ๑๘  ให้ดําเนินการแต่งตั้ง ก.พ.ร. ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 
ให้โอนงบประมาณและบุคลากรของสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 
ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา ไปเป็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการ 
ให้อํานาจหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๘ ทวิ 
และตามมาตรา ๘ สัตต ในส่วนที่เกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการและการกําหนดอํานาจหน้าที่ของส่วน
ราชการซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ 
เป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.พ.ร. 
                                                                                                                                            
๖๙ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๓๗ ก/หน้า ๒๒/๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ 
๗๐ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๙๙ ก/หน้า ๑/๒ ตุลาคม ๒๕๔๕ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๗ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการ
พลเรือน คงมีอํานาจหน้าที่เท่าที่ไม่ซ้ํากับอํานาจหน้าที่ของ ก.พ.ร. 
ให้ดําเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและกฎหมายว่า
ด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกําหนดภารกิจของ ก.พ.ร. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนให้
เหมาะสม ซึ่งต้องทําให้แล้วเสร็จและเสนอสภาผู้แทนราษฎรภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ 
 
มาตรา ๑๙  ให้บทบัญญัติมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ คงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการ
แก้ไขเพิ่มเติม ให้นํากรณีที่ส่วนราชการใดขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระบบ
บริหารราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการแก่
ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยกําหนดให้การบริหารราชการแนวทางใหม่ต้องมีการ
กําหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถประเมินผลการปฏิบัติราชการในแต่
ละระดับได้อย่างชัดเจน มีกรอบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการกํากับการกําหนด
นโยบายและการปฏิบัติราชการ และเพื่อให้กระทรวงสามารถจัดการบริหารงานให้เป็นไปตาม
เป้าหมายได้ จึงกําหนดให้มีรูปแบบการบริหารใหม่ โดยกระทรวงสามารถแยกส่วนราชการจัดตั้งเป็น
หน่วยงานตามภาระหน้าที่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสอดคล้องกับเป้าหมายของงานที่จะต้อง
ปฏิบัติ และกําหนดให้มีกลุ่มภารกิจของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีงานสัมพันธ์กัน เพื่อที่จะสามารถ
กําหนดเป้าหมายการทํางานร่วมกันได้ และมีผู้รับผิดชอบกํากับการบริหารงานของกลุ่มภารกิจนั้น
โดยตรงเพื่อให้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมทั้งให้มีการประสานการปฏิบัติงาน 
และการใช้งบประมาณเพื่อที่จะให้การบริหารงานของทุกส่วนราชการบรรลุเป้าหมายของกระทรวงได้
อย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้ําซ้อน มีการมอบหมายงานเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ และ
สมควรกําหนดการบริหารราชการในต่างประเทศให้เหมาะสมกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และ
สามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ โดยมีหัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้รับผิดชอบในการ
บริหารราชการ นอกจากนี้ สมควรให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อเป็นหน่วยงานที่
รับผิดชอบในการดูแลการจัดส่วนราชการและการปรับปรุงระบบการทํางานของภาคราชการให้มีการ
จัดระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๖๗๑ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันได้มีการโอนกรม
ตํารวจไปจัดตั้งเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติและกําหนดให้ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดทําหน้าที่
                                                 
๗๑ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๑๐๘ ก/หน้า ๑/๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๘ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
หัวหน้าตํารวจภูธรจังหวัด จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใน
ส่วนของชื่อกรมตํารวจและตําแหน่งของข้าราชการตํารวจในกรมการจังหวัดให้สอดคล้องกัน  จึง
จําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๗๒ 
 
มาตรา ๑๗  ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการมอบอํานาจ
ให้ปฏิบัติราชการแทนตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 
๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอํานาจตามมาตรา ๓๘ 
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ ยังคงใช้บังคับต่อไปได้  ทั้งนี้ ไม่เกินหกสิบวัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระบบ
การบริหารราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการจัดองค์กรภาครัฐให้สอดคล้องกับ
ทิศทางการนําพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อให้การปฏิบัติราชการสามารถอํานวยความ
สะดวกและให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สนับสนุนให้มีการมอบอํานาจให้
ปฏิบัติราชการแทนได้กว้างขวางขึ้น เพื่อเน้นการบริการประชาชนให้มีความสะดวกและรวดเร็ว 
นอกจากนั้น เพื่อให้การบริหารราชการในราชการบริหารส่วนภูมิภาคสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา
ประเทศ และให้การบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดบรรลุผล สมควรปรับปรุงอํานาจการ
ดําเนินการของจังหวัด การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและการจัดทํางบประมาณของจังหวัดให้เหมาะสม 
รวมทั้งสมควรส่งเสริมให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด เพื่อสอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติ
ภารกิจของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อันจะทําให้การบริหาร
เป็นไปด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม และมีความรับผิดชอบตลอดจนปรับปรุงอํานาจในทางปกครองของ
อําเภอเพื่อสนับสนุนให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม และสมควรให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการเป็นส่วนราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อ
นายกรัฐมนตรี  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 
 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓
๗๓ 
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย บัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๒๕๕ วรรคห้า บัญญัติให้
องค์กรอัยการมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการ
อื่น โดยมีอัยการสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชา  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ  จึงจําเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้ 
 
                                                 
๗๒ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนที่ ๕๕ ก/หน้า ๑/๑๕ กันยายน ๒๕๕๐ 
๗๓  ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๗๕ ก/หน้า ๕๑/๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๓๙ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
วศิน/แก้ไข 
๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ 
 
กองกฎหมายไทย/ปรับปรุง 
๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๔๐ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๔๑ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
- ๔๒ -
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
          สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา                 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา